วันอาทิตย์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2557

กินดีเผยสูตรอร่อยแก้ง่วง สมองมึนตึ๊บ คิดอะไรไม่ออก ขาดความสดชื่นกระปรี้กระเปร่า

ทุกครั้งที่หลับไม่สนิท นอนดึก หรืออดนอน ในวันรุ่งขึ้นมักมีอาการง่วงเหงาหาวนอน สมองมึนตึ๊บ คิดอะไรไม่ออก ขาดความสดชื่นกระปรี้กระเปร่า ทางแก้ยอดนิยมก็คงหนีไม่พ้นกาแฟ แต่ดื่มมากก็ไม่ดีต่อเลือด ส่วนฤทธิ์คาเฟอีนที่ไปกระตุ้นสมองเมื่อผ่านไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง สมองก็จะเหนื่อยเฉื่อยชา แก้ไม่ได้จริงหรอก

อย่างนั้น มุมสุขภาพ-กินดี ขอเสนอ 'น้ำกีวีผสมแคนตาลูปเพิ่มแบล็กเบอร์รี่' เป็นน้ำผลไม้ที่ทำให้ร่างกายสดชื่น สมองปลอดโปร่ง

โดยสรรพคุณของ 'กีวี' ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน สารอาหารที่โดดเด่นช่วยกระตุ้นสมอง คือ วิตามินซี นอกเหนือจากนี้ในกีวีก็ยังอุดมด้วย แมกนีเซียม โพแทสเซียม แคลเซียม ฟอสฟอรัส โซเดียม เบตาแคโรทีน ล้วนแต่เป็นเกราะป้องกันโรคหวัดได้ดี

ส่วน 'แคนตาลูป' อุดมด้วยวิตามินบี1 บี2 บี6 เบตาแคโรทีน แมกนีเซียม โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส และกำมะถัน สามารถชะล้างสารพิษในร่างกายให้ออกไปในขณะที่ร่างกายอ่อนพลังงานเพราะพักผ่อนไม่เพียงพอ

สำหรับ 'แบล็กเบอร์รี่' เป็นผลไม้ที่มีเส้นใยอาหาร วิตามินบี วิตามินซี วิตามินเค กรดโฟลิก เกลือแร่ และแมงกานีส กระตุ้นการขับถ่าย ส่วนรสเปรี้ยวนั้นทำให้ร่างกายตื่นตัวได้ดี

ส่วนผสมมีดังนี้...
• กีวี 1+1/2 ถ้วย
• แคนตาลูป 2 ถ้วย
• แบล็กเบอร์รี่ 2 ถ้วย

วิธีปรุง เมื่อซื้อแบล็กเบอร์รี่มาแล้วให้นำไปแช่เย็นจนแข็ง ส่วนกีวีให้ปอกเปลือกและหั่นเป็นแว่นๆ แคนตาลูปไม่ต้องปอกเปลือกออกแต่ให้หั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า จากนั้นนำกีวีกับแคนตาลูปไปสกัดรวมกันด้วยเครื่องสกัดน้ำผัก-ผลไม้ แล้วจึงนำน้ำที่สกัดได้ไปปั่นกับแบล็กเบอร์รี่แช่แข็งแบบพอหยาบ เสร็จแล้วควรดื่มทันที.



กินดีเผยสูตรอร่อยแก้ง่วง สมองมึนตึ๊บ คิดอะไรไม่ออก ขาดความสดชื่นกระปรี้กระเปร่า
ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com  : http://www.dailynews.co.th/

วันอังคารที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2556

۞...สาเหตุสำคัญของการแพ้อาหาร...۞

ขึ้นชื่อขึ้นมาแบบนี้ ต้องบอกก่อนว่าอาการแพ้อาหารไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคนไป เพียงแต่อาการที่เกิดขึ้น กับคนที่แพ้อาหารนั้น จะมีอาการหลังจากทานอาหาร ชนิดที่แพ้เข้าไปแม้เพียงเล็กน้อยก็เกิดขึ้นได้แล้ว ซึ่งอาจเกิดได้ตั้งแต่นาทีแรกไปถึง 2 ชั่วโมง หลังทานอาหารนั้น ๆ

อาการทั่วไปที่พบได้แก่ ลิ้นชา ผิวหนังบวม ร้อน มีผื่นแดง คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย แต่เนื่องจากร่างกายถูกกระตุ้นจากอาหารที่ทานเข้าไป ทำให้เม็ดเลือดขาวปล่อยสาร “ฮิสตามีน” ออกมา ซึ่งจะไปกระตุ้นให้หลอดเลือดขยายตัวทำให้มีการโป่งพองและบวมร้อนในบริเวณต่าง ๆ ของร่างกาย จนเห็นเป็นผื่นแดงนั่นเอง

สาเหตุสำคัญของการแพ้อาหารนั้น สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ

1) การแพ้อาหารที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน เช่น แพ้ถั่วต่าง ๆ เกิดขึ้นหลังจากทานเข้าไปไม่กี่นาที ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นภายในเวลาไม่เกิน 2 ชั่วโมง

2) การแพ้อาหารที่ไม่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ

2.1 การได้รับพิษจากอาหารต่าง ๆ เช่น หอย หน่อไม้ปี๊บ

2.2 การแพ้น้ำตาลแล็กโทสในนมวัว

การแพ้อาหารนี้ส่วนใหญ่จะเกิดกับคนในครอบครัวที่มีประวัติของการแพ้ ไม่ว่าจะเป็นแพ้อากาศ แพ้ฝุ่นละออง หรือเป็นหอบหืด ก็มีโอกาสเกิดอาการแพ้อาหารได้ง่ายขึ้น

การแพ้อาหารสามารถเกิดขึ้นได้เป็นครั้งคราว แม้ไม่เคยแพ้อาหารชนิดนั้น ๆ มาก่อนก็ตาม อาหารส่วนใหญ่ที่พบว่าทำให้เกิดการแพ้ เช่น อาหารทะเล ถั่วต่าง ๆ ไข่ โกโก้ พืชผักบางชนิด หรือไม่ใช่ตัวอาหารเอง แต่เป็นสารปรุงแต่งอาหาร เช่น ผงชูรส สีย้อมกุ้งแห้ง บางคนเพียงแค่ปลายลิ้นสัมผัสก็เกิดอาการแพ้ บางคนทานอาหารมื้อนั้น ๆ ได้ตามปกติอิ่มแล้วสักครู่จึงเกิดอาการก็มี

อาการแพ้ มักแสดงออกได้ในระบบต่าง ๆ ของร่างกาย 3 ระบบด้วยกัน คือ

1) ทางผิวหนัง คือ เป็นลมพิษ โดยจะมีผื่นขึ้น รู้สึกคัน มีอาการบวม ผิวหนังนูนขึ้นมาเป็นแผ่น ๆ และรู้สึกแสบร้อน

2) ทางระบบทางเดินอาหาร มีอาการปากบวม น้ำลายไหลตลอดเวลา คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย

3) ทางระบบทางเดินหายใจ มีอาการไอ บางรายรุนแรงมากไอจนมีอาการหอบ และถ้าหอบมาก ๆ ก็อาจถึงขั้นเป็นลมหมดสติได้

สำหรับการแพ้อาหารในเด็กนั้น ก็มีอาการในลักษณะเดียวกัน มักเกิดจากการย่อยอาหารไม่สมบูรณ์ เมื่ออาหารบางส่วนที่ย่อยไม่สมบูรณ์ผ่านเข้าไปในกระแสเลือด จะไปกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ขึ้น และการที่เด็กบางคนไม่ได้นมแม่ในระยะ 1 เดือนแรกซึ่งเป็นน้ำนมที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้กับลูก ทำให้เด็กมีอาการแพ้ง่ายขึ้น ซึ่งในบางรายก็ทำให้แพ้อาหารในเวลาต่อมา หรือบางรายก็มีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้ง่ายขึ้น

แนวทางการป้องกันและรักษา ต้องบอกว่าวิธีป้องกันอาการแพ้อาหารที่ดีที่สุดคือ การหลีกเลี่ยงอาหารที่แพ้ ควรเตรียมยาแก้แพ้ติดตัวไว้ตลอดโดยเฉพาะเวลาเดินทาง เช่น ยาแก้แพ้จำพวกแอนติฮิสตามีน และ คาลาไมล์-โลชั่น ที่ใช้ทาบรรเทาอาการคัน มีบันทึกเกี่ยวกับการแพ้อาหารของตนเองไว้ในกระเป๋าที่ใช้ติดตัวเสมอสำหรับกรณีฉุกเฉินผู้พบเห็นจะได้ช่วยเหลือได้ทัน

เมื่อเกิดอาการแพ้ ส่วนใหญ่ให้การรักษาตามอาการ ถ้ามีอาการแพ้ทางผิวหนัง ก็ทานยาแก้แพ้ ซึ่งเป็นยาต้านสารฮิสตามีน หรือที่เรียกว่า ยาแอนติฮิสตามีน แต่ถ้ารู้สึกคันมากหรือเป็นลมพิษ ก็ใช้คาลาไมล์โลชั่นทา หรือถ้าอาการรุนแรงถึงขนาดหายใจติดขัด หอบมากอาเจียน หรือท้องเสียรุนแรง ควรรีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล

สำหรับเด็กเล็กที่แพ้นมวัว โอกาสที่จะแพ้นมจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่น ๆ ได้เหมือนกัน เช่น นมแพะ นมแกะ จึงควรหันมาใช้นมผงสูตรพิเศษสำหรับทารกที่ทำมาจากถั่วเหลืองแทน และควรปรึกษาแพทย์ก่อนเลือกใช้ กรณีที่มารดายังพอให้นมได้บ้าง มารดาไม่ควรดื่มนมวัวด้วย

ผู้ที่มีอาการแพ้อาหารใด ๆ แล้ว ส่วนใหญ่จะคงเป็นตลอดไป แต่บางรายอาจจะค่อย ๆ ทุเลาลงได้ เช่นจากกินไม่ได้เลย แต่พอลองแตะลิ้นเล็กน้อยไปบ่อย ๆ ก็อาจพอกินได้บ้างเล็กน้อย แต่ถ้าอยากลองจะต้องมียาแก้แพ้เตรียมไว้ด้วย.

รศ.ดร.ปรียา ลีฬหกุล

กลุ่มสาขาวิชาหลักสูตรโภชนศาสตร์

۞...สาเหตุสำคัญของการแพ้อาหาร...۞
Credit : http://www.dailynews.co.th/

“อาหารสมอง”เพิ่มความจำ“วัยทำงาน”

    มีสาวออฟฟิตเล่าปัญหาเข้ามาว่า ในแต่ละวันต้องใช้ความคิดในการทำงานค่อนข้างหนัก จะมีวิธีบำรุงสมองให้รู้สึกกระฉับกระเฉงได้อย่างไรบ้าง

ความอ่อนล้าของสมอง หรืออาการที่เรียกว่า “เบลอ” มักพบบ่อยในหนุ่ม-สาวติดไฟวัยทำงานที่ต้องใช้ทั้งพลังสมอง และพลังกาย ตกเย็นกลับบ้านจึงรู้สึกเหนื่อยง่ายอยู่บ่อย ๆ หากจะเลือกหาสิ่งดับกระหาย คลายหิวแล้วล่ะก็ ไม่ควรมองข้าม “5 อาหาร” ใกล้ตัวต่อไปนี้ เพราะมีประโยชน์ต่อสมองสุด ๆ

“ปลา” โดยเฉพาะปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาทู จะอุดมไปด้วยโอเมก้า 3 และ DHA ช่วยกระตุ้นเซลล์สมองให้ไวต่อการรับสัญญาณประสาท ทำให้สมองกระฉับกระเฉง มีสมาธิ

“ผักใบเขียวเข้ม” เช่น ผักคะน้า ผักโขม เป็นแหล่งของวิตามินอี และโฟเลต ช่วยชะลอปัญหาความจำเสื่อม อัตราการเปลี่ยนแปลงของความจำช้าลง

“ไวน์แดง” การศึกษาในต่างประเทศพบว่า สารประกอบในไวน์แดงจะช่วยให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงสมองดีขึ้น ดังนั้น ผู้ที่ดื่มไวน์แดงในระดับปานกลาง อาจมีความเสี่ยงที่ลดลงสำหรับอาการสมองเสื่อม

“ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่” เช่น สตรอเบอร์รี่, เบอร์รี่, บลูเบอร์รี่ มีวิตามินซี และไฟโตนิวเทรียนต์ ที่ทำให้อนุมูลอิสระหมดฤทธิ์ ช่วยคืนความอ่อนเยาว์ให้ระบบประสาท โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่วัยกลางคน

“เมล็ดธัญพืช” อุดมไปด้วยไฟเบอร์ วิตามินบี 1 ช่วยสร้างเซลล์ประสาทให้แข็งแรง ช่วยลดความบกพร่องในกระบวนการคิด

อย่างไรก็ตาม นอกจากอาหารบำรุงสมองดังกล่าวข้างต้นที่ควรมีติดครัวไว้รับประทานประจำแล้ว ยังต้องมีวินัยในการบริโภค โดยทานให้ครบมื้อ ครบหมู่ และเลี่ยงอาหารไร้ประโยชน์ควบคู่ไปด้วย จึงจะเกิดประสิทธิภาพที่สุด.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@.gmail.com
xxxxxxxxxxxxxxxxxxxx
“อาหารสมอง”เพิ่มความจำ“วัยทำงาน”
Credit : http://www.dailynews.co.th/

สปามะละกอปราบสิวเพิ่มสวยวันทำงาน

    ประโยชน์ของสูตรนี้อยู่ที่มะละกอสุกเนื้อหวาน ซึ่งเป็นแหล่งวิตามินเอและซี เมื่อนำมาขัดใบหน้าเบาๆ สัปดาห์ละครั้ง จะช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วไม่ให้อุดตันรูขุมขน ซึ่งเป็นสาเหตุของสิวเสี้ยน สิวหัวดำ สิวหัวช้าง ฯลฯ ขณะเดียวกันก็ช่วยบำรุงผิวหน้าให้นุ่มชุ่มชื้นขึ้น

เพื่อเสริมสุขภาพใบหน้าแบบเพลินอารมณ์ แนะนำให้ทำสปาไปพร้อมๆ กันค่ะ

วิธีทำ
1. ผ่ามะละกอสุกผลเล็ก 1 ผล ออกเป็นสี่ชิ้นตามยาว ปาดเนื้อมะละกอออก เหลือเนื้อติดเปลือกไว้พอประมาณ เตรียมไว้

2. เทน้ำอุ่นใส่อ่างน้ำขนาดกลาง ใส่ใบสะระแหน่สดหรือแห้ง 1 หยิบมือ ตามด้วยน้ำมันหอมระเหยกลิ่นมินต์ 2-3 หยด ผสมให้เข้ากัน

3. อังหน้าให้ไอน้ำระเหยถึง ใช้ผ้าคลุมศีรษะและอ่างเพื่อเก็บไอน้ำ โดยเปิดผ้าระบายอากาศไว้เล็กน้อย

4. ขัดใบหน้าเบาๆ ด้วยเปลือกมะละกอสุก (ใช้ส่วนด้านในที่ติดเนื้อ) ให้ทั่วใบหน้า จากนั้นล้างหน้าให้สะอาด ซับหน้าให้แห้ง

เสกใบหน้าสวยไร้สิวแบบง่ายๆ คุณค่ามะละกอไทยที่คุณคู่ควรค่ะ
xxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxx
สปามะละกอปราบสิวเพิ่มสวยวันทำงาน
Credit : http://www.cheewajit.com

●● โปรตีนน้อย...ลูกเสี่ยงเป็นเบาหวานนะ ●●

โดย: ก้านแก้ว

เรียบเรียงจากการสัมภาษณ์ พญ.ธิศรา วีรสมัย สูติแพทย์ โรงพยาบาลพญาไท1

    นักวิจัยจาก British Heart Foundation ประเทศอังกฤษ ศึกษาพบว่าแม่ท้องที่กินโปรตีนน้อย อาจส่งผลต่อการเกิดโรคเบาหวานของลูกเมื่อโตขึ้นได้นะคะ

 ● แม่โปรตีนต่ำ = ลูกเป็นเบาหวาน
โดยปกติโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรม แต่นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Cambridge ก็พยายามศึกษาหาปัจจัยอื่นด้วย ซึ่งพบว่าการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 มีความสัมพันธ์ต่อยีน HNF4a

ที่ควบคุมการทำงานของสารอินซูลินที่หลั่งโดยตับอ่อน ซึ่งมีมีหน้าที่ควบคุมไม่ให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินไป จึงอาจเป็นไปได้ว่าคนที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เกิดจากความผิดปกติของยีน HNF4a นี้ค่ะ

และยังพบว่าโปรตีนจะช่วยส่งเสริมให้ยีนนี้ควบคุมอินซูลินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งถ้าโปรตีนทำงานได้ไม่ดี ก็จะทำให้ตับอ่อนทำงานไม่ดีตามไปด้วย ส่งผลให้เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้นั่นเอง

โดยนักวิจัยได้ทดลองเปรียบเทียบระหว่างแม่หนูที่กินโปรตีน กับแม่หนูที่ไม่ได้กินโปรตีน พบว่าลูกหนูที่เกิดจากแม่ที่ไม่ได้ทานโปรตีนจะเป็นโรคเบาหวานได้มากกว่า และจะแสดงอาการของโรคเบาหวานเมื่อเติบโตขึ้น

ดังนั้นก็อาจเป็นได้ว่าคุณแม่ที่กินอาหารโปรตีนต่ำ จะทำให้ลูกได้รับโปรตีนน้อยไปด้วย ส่งผลต่อการทำงานของยีน HNF4a และจะทำให้เด็กๆ เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ได้

บทสรุปของงานวิจัยชิ้นนี้ ยังให้ผลลัพธ์ที่ไม่แน่นอน แต่ก็มีประโยชน์ในเชิงการสันนิษฐานที่ว่า การกินโปรตีนของคุณแม่ส่งผลต่อสุขภาพของลูกน้อยในท้องได้ค่ะ ดังนั้น การกินอาหารของคุณแม่ช่วงตั้งครรภ์จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะคุณแม่สามารถเลือกและกำหนดได้เองว่าจะกินอะไร และมีประโยชน์มากน้อยแค่ไหน เพื่อเจ้าตัวเล็กของคุณแม่ค่ะ

 ●● อาหารห้ามพลาด...ช่วงตั้งครรภ์

การกินอาหารที่มีประโยชน์ถือเป็นการดูแลตัวเองวิธีหนึ่งยามตั้งครรภ์ เพราะไม่ใช่แค่สุขภาพของคุณแม่จะดีเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อสุขภาพของลูกน้อยในท้องด้วย คุณแม่จึงควรกินอาหารที่หลากหลายและมีประโยชน์ เช่น
• กินให้ครบ 5 หมู่ โดยเป็นอาหารหลัก 3 มื้อ และอาหารว่างวันละ 2-3 ครั้ง และควรมีปลาอยู่ในทุกมื้อ เนื่องจากเป็นแหล่งโปรตีนและแคลเซียมที่ดี ทำให้ขับถ่ายสะดวก
• เพิ่มโปรตีนเป็น 2 เท่า เนื่องจากเป็นแหล่งอาหารที่ใช้ในการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ๆ ของทารก โดยจะพบโปรตีนจาก นม ไข่ ถั่ว และเนื้อสัตว์
• กินผักผลไม้และซีเรียลธัญพืช เพื่อเพิ่มกากใยอาหาร ช่วยป้องกันปัญหาท้องผูก
• หลีกเลี่ยงอาหารหมักดอง คุณแม่ตั้งครรภ์จะมีกระเพาะอาหารที่บีบตัวช้ากว่าคนทั่วๆ ไป ทำให้อาหารที่ทานเข้าไปจะค้างอยูที่กระเพาะเป็นเวลานานมาก จึงเกิดอาการท้องอืด ท้องผูกได้ง่ายค่ะ
• ดื่มน้ำเปล่าวันละ 8 แก้ว เป็นอย่างน้อย ดื่มนมวันละ 2-3 แก้ว และดื่มน้ำผลไม้
●  สารอาหารใดบ้างที่คุณแม่ห้ามพลาด เพราะมีความสำคัญต่อลูกน้อยในท้อง อ่านต่อได้ ในนิตยสารรักลูกเดือน กรกฎาคม 2554 ค่ะ

●● ขั้นตอนการสระผมอย่างถูกวิธี ●●

เคยสงสัยไหมว่า วิธีการสระหรือบำรุงรักษาเส้นผมของตนเองที่ทำอยู่ในปัจจุบัน เป็นวิธีที่ถูกต้องหรือไม่ วันนี้มีเคล็ดลับดูแลให้เส้นผมสะอาดและสวยเงางามอย่างถูกวิธีมาฝาก

เส้นผมต้องสัมผัสกับมลภาวะต่าง ๆ นานา ในทุกที่ที่เจ้าของไป เมื่อถึงเวลาจึงต้องทำความสะอาด ซึ่งก็คือการสระผม โดยวิธีที่ถูกต้องที่อยากแนะนำ เพื่อสุขภาพผมที่ดี มีขั้นตอนดังต่อไปนี้

ขั้นแรกแนะนำให้หวีผมก่อน เพราะจะทำให้เส้นผมไม่พันกันระหว่างสระ ช่วยลดการขาดของเส้นผมได้ แล้วค่อยชำระล้างสิ่งสกปรกจากฝุ่น ควัน ผง ที่เส้นผมได้ไปสัมผัสมาตลอดทั้งวัน โดยการล้างด้วยน้ำสะอาดให้ทั่วเส้นผมและหนังศีรษะ แล้วจึงค่อยใช้แชมพู ปริมาณในการใช้ไม่ต้องมาก เพราะจะทำให้ล้างออกยาก และอาจตกค้างที่หนังศีรษะจนแพ้หรือเป็นรังแคได้ ให้เทลงบนฝ่ามือ อย่าเทโดยตรงลงบนผม เพราะเนื้อแชมพูที่เข้มข้นอาจเกาะอยู่ตามหนังศีรษะและเส้นผม ทำให้ล้างออกยาก

และเสี่ยงต่อการตกค้างได้ ให้กะปริมาณดังนี้ ผมสั้นปริมาณในการใช้ประมาณเหรียญบาท
ผมประบ่าเหรียญห้าบาท แต่ถ้าผมยาวมากให้แบ่งเป็น 2 ตอน คือโคนผมและปลายผม ปริมาณของแต่ละส่วนเท่ากับเหรียญสิบ แล้วขยี้แชมพูลงบนฝ่ามือสักครู่จนเกิดฟอง

ให้นำฟองแชมพูไปขยี้เบา ๆ ให้ทั่วเส้นผมและหนังศีรษะ ให้ใช้ปลายนิ้วทั้งห้ากดนวดเบา ๆ ให้ทั่ว อย่าเกา เพราะอาจทำให้หนังศีรษะเป็นแผล และเป็นการกระตุ้นรังแคด้วย ใช้เวลาในการสระตามที่ฉลากข้างขวดกำหนด หรือถ้าไม่ระบุ ให้ใช้ประมาณ 5 นาที การทิ้งไว้นานเกิน 5 นาทีโดยไม่ได้ล้างออก อาจเป็นผลเสียได้ เนื่องจากผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้ผลิตมาสำหรับการหมักผม ถ้าทิ้งไว้นานเกินไป จะทำให้แพ้ ผมร่วง และเป็นรังแคได้ เสร็จแล้วล้างแชมพูออกให้สะอาด ไม่มีฟองตกค้าง ถ้ามีเวลาควรสระผม 2 ครั้ง ครั้งแรกเป็นการทำความสะอาดสิ่งสกปรก ส่วนครั้งที่สองเป็นการบำรุงเส้นผม เสร็จแล้วใช้ครีมนวดผม โดยปริมาณในการใช้ก็เท่ากับการใช้แชมพู นำไปชโลมให้ทั่วเส้นผม แล้วใช้มือลูบผมจากโคนถึงปลาย เพื่อให้ครีมนวดซึมทั่วผมทั้งเส้น ให้เน้นที่ปลายเป็นพิเศษ นวดหนังศีรษะด้วยปลายนิ้วเบา ๆ และทิ้งไว้สักครู่ตามที่ฉลากกำหนด หรือประมาณ 1-2 นาที แล้วล้างออกให้สะอาดหมดจดเช่นเดียวกัน

เมื่อทำความสะอาดเส้นผมเรียบร้อยแล้วให้ใช้ผ้าขนหนูค่อย ๆ ซับน้ำ แล้วเช็ดเบา ๆ ลูบจากด้านบนลงด้านล่าง ในทิศทางเดียวกับเส้นผม อย่าขยี้ เพราะการขยี้เป็นสาเหตุหนึ่งของผมร่วงและพันกัน รวมถึงทำให้ผมยุ่งไม่เป็นทรงเมื่อแห้งแล้วด้วย จากนั้นถ้ามีเวลา ควรปล่อยให้ผมแห้งเองตามธรรมชาติ ไม่ควรใช้ไดร์เป่าผมบ่อย ๆ เพราะอาจเป็นสาเหตุของผมแห้งเสียได้ และไม่ควรนอนในขณะที่ผมยังเปียกอยู่ เพราะอาจเป็นเชื้อราบนหนังศีรษะ และจัดทรงยากอีกด้วย อีกข้อที่ไม่ควรทำเวลาผมเปียกคือการหวีผม เพราะจะทำให้เส้นผมขาดและหลุดร่วงได้ง่าย.

●● http://www.dailynews.co.th/

เพื่อไขความลับของปัญหาเส้นผม “โดฟ” แนะวิธีรับมือกับ ปัญหาผมแห้ง

จิโร่ ซาโน่ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเส้นผมจาก “โดฟ” ได้แนะนำวิธีการรับมือปัญหาผมแห้งว่า สาเหตุของผมแห้งเกิดจากการขาดลิพิด (Lipid) หรือน้ำมันบำรุงผมจากธรรมชาติ ที่ช่วยรักษาสมดุลความชุ่มชื้นในเส้นผม การขาดลิพิดเป็นได้ทั้งทางพันธุกรรมหรือมาจากไลฟ์ สไตล์ของแต่ละคน เช่น การบริโภคอาหารที่ไม่มีประโยชน์, อายุที่มากขึ้น หรือการจัดแต่งทรงผมมากเกินไป ข้อควรระวังคือ ผมแห้งเป็นอาการเริ่มต้นของผมเสีย ซึ่งจะแก้ไขยากขึ้นอีกระดับหนึ่ง ดังนั้นการใช้ออยล์ แคร์ที่สามารถซึมซาบเข้าไปบำรุงผมอย่างล้ำลึก จะลดการชี้ฟูได้โดยไม่ทิ้งความเหนียวเหนอะไว้กับเส้นผม

ลีลา สุนทรวิเนตร์ และวธู หงส์ลดารมภ์ สองสาวนักเรียนเก่าจากแดนจิงโจ้.


งานนี้สาวๆที่มีผมแห้งอย่าง ลีลา บอกว่า เป็นคนผมแห้ง ผมเส้นใหญ่ จัดทรงยาก ต้องใช้ที่คาดผมทับไว้ตลอด พอได้มารู้ที่มาของผมแห้ง และรู้วิธีที่เหมาะสมในการดูแลผมแห้ง ก็ทำให้สบายใจขึ้น แต่ก่อนเคยใช้น้ำมันมะกอก แต่ต้องใช้เวลานานและเหนอะหนะ ตอนนี้รู้วิธีรับมือกับผมแห้งของตนเองแล้ว ส่วน วธู บอกว่า ตนเป็นคนผมแห้ง โคนมัน ปลายผมแห้งฟู ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ ปกติต้องซ่อนปลายผมเอาไว้ด้วยการรวบผม เพราะถ้าผมแห้งชี้ฟูทำให้ดูไม่เรียบร้อย เคยใช้น้ำมันมะพร้าว ซึ่งช่วยได้ดีขึ้น แต่ล้างออกยาก วันนี้มีตัวช่วยที่ทำได้ง่ายๆ ไม่หลายขั้นตอนแล้ว ลองแล้วรู้สึกว่าสุขภาพเส้นผมดีขึ้นจริง.
   
เพื่อไขความลับของปัญหาเส้นผม “โดฟ” (Dove) ชวนสองสาวนักเรียนเก่าออสเตรเลีย ลีลา สุนทรวิเนตร์ และ วธู หงส์ลดารมภ์ ไปร่วมไขความลับถึงปัญหาผมแห้งสู่ผมนุ่มลื่นกับ “โดฟ นอริชชิ่ง ออยล์ แคร์” ชุดผลิตภัณฑ์ใหม่สำหรับผมแห้ง กับผู้เชี่ยวชาญเรื่องเส้นผมจาก “โดฟ” ไกลถึงแดนจิงโจ้ โดยมีบรรยากาศของทะเลทรายอูลูรู ซึ่งถือว่าเป็นพื้นที่แห้งแล้งชนิดที่ไม่เคยมีฝนตกมากว่า 16 ปีแล้วเป็นฉากหลัง

จิโร่ ซาโน่ ผู้เชี่ยวชาญจากโดฟ ชี้ปัญหาผมแห้ง.
xxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxx
http://www.thairath.co.th/content/life/190744   
เพื่อไขความลับของปัญหาเส้นผม “โดฟ” แนะวิธีรับมือกับ ปัญหาผมแห้ง