วันศุกร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

สวยพาโชด

  เรียกได้ว่าสวยเข้าตาสำหรับ อาแซล เดสปีเกลาเออร์ แฟนบอลสาวเบลเยียม หลังจากถูกตากล้องจับภาพระหว่างเชียร์ทีมชาติในศึกฟุตบอลโลก 2014 ทำให้กลายเป็นคนดังในชั่วข้ามคืน กระทั่งได้รับสัญญาเป็นนางแบบ

  รายงานข่าวระบุว่า กองเชียร์สาวน้อยวัย 17 ปี ถูกช่างภาพถ่ายรูปได้ในระหว่างเข้าไปเชียร์ในเกมที่เบลเยียมพบรัสเซียและเกาหลีใต้ในรอบแบ่งกลุ่ม และเมื่อเจ้าตัวกลับมาถึงบ้านเกิดแล้ว จึงถูกสถานีโทรทัศน์เชิญให้ไปร่วมรายการ รวมถึงยังได้รับการเสนอสัญญาจากลอริอัล ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางค์ยักษ์ใหญ่

  เบลเยียมสิ้นสุดเส้นทางฟุตบอลโลกในรอบก่อนรองชนะเลิศ หลังพ่ายอาร์เจนตินา 0-1


สวยโดนใจ! กองเชียร์สาวเบลเยียมได้สัญญาเป็นนางแบบหลังจบบอลโลก
-----------
ขอบคุณภาพและข้อมูล นสพ ข่าวสด

วันอาทิตย์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2557

กินดีเผยสูตรอร่อยแก้ง่วง สมองมึนตึ๊บ คิดอะไรไม่ออก ขาดความสดชื่นกระปรี้กระเปร่า

ทุกครั้งที่หลับไม่สนิท นอนดึก หรืออดนอน ในวันรุ่งขึ้นมักมีอาการง่วงเหงาหาวนอน สมองมึนตึ๊บ คิดอะไรไม่ออก ขาดความสดชื่นกระปรี้กระเปร่า ทางแก้ยอดนิยมก็คงหนีไม่พ้นกาแฟ แต่ดื่มมากก็ไม่ดีต่อเลือด ส่วนฤทธิ์คาเฟอีนที่ไปกระตุ้นสมองเมื่อผ่านไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง สมองก็จะเหนื่อยเฉื่อยชา แก้ไม่ได้จริงหรอก

อย่างนั้น มุมสุขภาพ-กินดี ขอเสนอ 'น้ำกีวีผสมแคนตาลูปเพิ่มแบล็กเบอร์รี่' เป็นน้ำผลไม้ที่ทำให้ร่างกายสดชื่น สมองปลอดโปร่ง

โดยสรรพคุณของ 'กีวี' ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน สารอาหารที่โดดเด่นช่วยกระตุ้นสมอง คือ วิตามินซี นอกเหนือจากนี้ในกีวีก็ยังอุดมด้วย แมกนีเซียม โพแทสเซียม แคลเซียม ฟอสฟอรัส โซเดียม เบตาแคโรทีน ล้วนแต่เป็นเกราะป้องกันโรคหวัดได้ดี

ส่วน 'แคนตาลูป' อุดมด้วยวิตามินบี1 บี2 บี6 เบตาแคโรทีน แมกนีเซียม โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส และกำมะถัน สามารถชะล้างสารพิษในร่างกายให้ออกไปในขณะที่ร่างกายอ่อนพลังงานเพราะพักผ่อนไม่เพียงพอ

สำหรับ 'แบล็กเบอร์รี่' เป็นผลไม้ที่มีเส้นใยอาหาร วิตามินบี วิตามินซี วิตามินเค กรดโฟลิก เกลือแร่ และแมงกานีส กระตุ้นการขับถ่าย ส่วนรสเปรี้ยวนั้นทำให้ร่างกายตื่นตัวได้ดี

ส่วนผสมมีดังนี้...
• กีวี 1+1/2 ถ้วย
• แคนตาลูป 2 ถ้วย
• แบล็กเบอร์รี่ 2 ถ้วย

วิธีปรุง เมื่อซื้อแบล็กเบอร์รี่มาแล้วให้นำไปแช่เย็นจนแข็ง ส่วนกีวีให้ปอกเปลือกและหั่นเป็นแว่นๆ แคนตาลูปไม่ต้องปอกเปลือกออกแต่ให้หั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า จากนั้นนำกีวีกับแคนตาลูปไปสกัดรวมกันด้วยเครื่องสกัดน้ำผัก-ผลไม้ แล้วจึงนำน้ำที่สกัดได้ไปปั่นกับแบล็กเบอร์รี่แช่แข็งแบบพอหยาบ เสร็จแล้วควรดื่มทันที.



กินดีเผยสูตรอร่อยแก้ง่วง สมองมึนตึ๊บ คิดอะไรไม่ออก ขาดความสดชื่นกระปรี้กระเปร่า
ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com  : http://www.dailynews.co.th/

วันอังคารที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2556

۞...สาเหตุสำคัญของการแพ้อาหาร...۞

ขึ้นชื่อขึ้นมาแบบนี้ ต้องบอกก่อนว่าอาการแพ้อาหารไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคนไป เพียงแต่อาการที่เกิดขึ้น กับคนที่แพ้อาหารนั้น จะมีอาการหลังจากทานอาหาร ชนิดที่แพ้เข้าไปแม้เพียงเล็กน้อยก็เกิดขึ้นได้แล้ว ซึ่งอาจเกิดได้ตั้งแต่นาทีแรกไปถึง 2 ชั่วโมง หลังทานอาหารนั้น ๆ

อาการทั่วไปที่พบได้แก่ ลิ้นชา ผิวหนังบวม ร้อน มีผื่นแดง คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย แต่เนื่องจากร่างกายถูกกระตุ้นจากอาหารที่ทานเข้าไป ทำให้เม็ดเลือดขาวปล่อยสาร “ฮิสตามีน” ออกมา ซึ่งจะไปกระตุ้นให้หลอดเลือดขยายตัวทำให้มีการโป่งพองและบวมร้อนในบริเวณต่าง ๆ ของร่างกาย จนเห็นเป็นผื่นแดงนั่นเอง

สาเหตุสำคัญของการแพ้อาหารนั้น สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ

1) การแพ้อาหารที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน เช่น แพ้ถั่วต่าง ๆ เกิดขึ้นหลังจากทานเข้าไปไม่กี่นาที ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นภายในเวลาไม่เกิน 2 ชั่วโมง

2) การแพ้อาหารที่ไม่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ

2.1 การได้รับพิษจากอาหารต่าง ๆ เช่น หอย หน่อไม้ปี๊บ

2.2 การแพ้น้ำตาลแล็กโทสในนมวัว

การแพ้อาหารนี้ส่วนใหญ่จะเกิดกับคนในครอบครัวที่มีประวัติของการแพ้ ไม่ว่าจะเป็นแพ้อากาศ แพ้ฝุ่นละออง หรือเป็นหอบหืด ก็มีโอกาสเกิดอาการแพ้อาหารได้ง่ายขึ้น

การแพ้อาหารสามารถเกิดขึ้นได้เป็นครั้งคราว แม้ไม่เคยแพ้อาหารชนิดนั้น ๆ มาก่อนก็ตาม อาหารส่วนใหญ่ที่พบว่าทำให้เกิดการแพ้ เช่น อาหารทะเล ถั่วต่าง ๆ ไข่ โกโก้ พืชผักบางชนิด หรือไม่ใช่ตัวอาหารเอง แต่เป็นสารปรุงแต่งอาหาร เช่น ผงชูรส สีย้อมกุ้งแห้ง บางคนเพียงแค่ปลายลิ้นสัมผัสก็เกิดอาการแพ้ บางคนทานอาหารมื้อนั้น ๆ ได้ตามปกติอิ่มแล้วสักครู่จึงเกิดอาการก็มี

อาการแพ้ มักแสดงออกได้ในระบบต่าง ๆ ของร่างกาย 3 ระบบด้วยกัน คือ

1) ทางผิวหนัง คือ เป็นลมพิษ โดยจะมีผื่นขึ้น รู้สึกคัน มีอาการบวม ผิวหนังนูนขึ้นมาเป็นแผ่น ๆ และรู้สึกแสบร้อน

2) ทางระบบทางเดินอาหาร มีอาการปากบวม น้ำลายไหลตลอดเวลา คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย

3) ทางระบบทางเดินหายใจ มีอาการไอ บางรายรุนแรงมากไอจนมีอาการหอบ และถ้าหอบมาก ๆ ก็อาจถึงขั้นเป็นลมหมดสติได้

สำหรับการแพ้อาหารในเด็กนั้น ก็มีอาการในลักษณะเดียวกัน มักเกิดจากการย่อยอาหารไม่สมบูรณ์ เมื่ออาหารบางส่วนที่ย่อยไม่สมบูรณ์ผ่านเข้าไปในกระแสเลือด จะไปกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ขึ้น และการที่เด็กบางคนไม่ได้นมแม่ในระยะ 1 เดือนแรกซึ่งเป็นน้ำนมที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้กับลูก ทำให้เด็กมีอาการแพ้ง่ายขึ้น ซึ่งในบางรายก็ทำให้แพ้อาหารในเวลาต่อมา หรือบางรายก็มีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้ง่ายขึ้น

แนวทางการป้องกันและรักษา ต้องบอกว่าวิธีป้องกันอาการแพ้อาหารที่ดีที่สุดคือ การหลีกเลี่ยงอาหารที่แพ้ ควรเตรียมยาแก้แพ้ติดตัวไว้ตลอดโดยเฉพาะเวลาเดินทาง เช่น ยาแก้แพ้จำพวกแอนติฮิสตามีน และ คาลาไมล์-โลชั่น ที่ใช้ทาบรรเทาอาการคัน มีบันทึกเกี่ยวกับการแพ้อาหารของตนเองไว้ในกระเป๋าที่ใช้ติดตัวเสมอสำหรับกรณีฉุกเฉินผู้พบเห็นจะได้ช่วยเหลือได้ทัน

เมื่อเกิดอาการแพ้ ส่วนใหญ่ให้การรักษาตามอาการ ถ้ามีอาการแพ้ทางผิวหนัง ก็ทานยาแก้แพ้ ซึ่งเป็นยาต้านสารฮิสตามีน หรือที่เรียกว่า ยาแอนติฮิสตามีน แต่ถ้ารู้สึกคันมากหรือเป็นลมพิษ ก็ใช้คาลาไมล์โลชั่นทา หรือถ้าอาการรุนแรงถึงขนาดหายใจติดขัด หอบมากอาเจียน หรือท้องเสียรุนแรง ควรรีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล

สำหรับเด็กเล็กที่แพ้นมวัว โอกาสที่จะแพ้นมจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่น ๆ ได้เหมือนกัน เช่น นมแพะ นมแกะ จึงควรหันมาใช้นมผงสูตรพิเศษสำหรับทารกที่ทำมาจากถั่วเหลืองแทน และควรปรึกษาแพทย์ก่อนเลือกใช้ กรณีที่มารดายังพอให้นมได้บ้าง มารดาไม่ควรดื่มนมวัวด้วย

ผู้ที่มีอาการแพ้อาหารใด ๆ แล้ว ส่วนใหญ่จะคงเป็นตลอดไป แต่บางรายอาจจะค่อย ๆ ทุเลาลงได้ เช่นจากกินไม่ได้เลย แต่พอลองแตะลิ้นเล็กน้อยไปบ่อย ๆ ก็อาจพอกินได้บ้างเล็กน้อย แต่ถ้าอยากลองจะต้องมียาแก้แพ้เตรียมไว้ด้วย.

รศ.ดร.ปรียา ลีฬหกุล

กลุ่มสาขาวิชาหลักสูตรโภชนศาสตร์

۞...สาเหตุสำคัญของการแพ้อาหาร...۞
Credit : http://www.dailynews.co.th/

“อาหารสมอง”เพิ่มความจำ“วัยทำงาน”

    มีสาวออฟฟิตเล่าปัญหาเข้ามาว่า ในแต่ละวันต้องใช้ความคิดในการทำงานค่อนข้างหนัก จะมีวิธีบำรุงสมองให้รู้สึกกระฉับกระเฉงได้อย่างไรบ้าง

ความอ่อนล้าของสมอง หรืออาการที่เรียกว่า “เบลอ” มักพบบ่อยในหนุ่ม-สาวติดไฟวัยทำงานที่ต้องใช้ทั้งพลังสมอง และพลังกาย ตกเย็นกลับบ้านจึงรู้สึกเหนื่อยง่ายอยู่บ่อย ๆ หากจะเลือกหาสิ่งดับกระหาย คลายหิวแล้วล่ะก็ ไม่ควรมองข้าม “5 อาหาร” ใกล้ตัวต่อไปนี้ เพราะมีประโยชน์ต่อสมองสุด ๆ

“ปลา” โดยเฉพาะปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาทู จะอุดมไปด้วยโอเมก้า 3 และ DHA ช่วยกระตุ้นเซลล์สมองให้ไวต่อการรับสัญญาณประสาท ทำให้สมองกระฉับกระเฉง มีสมาธิ

“ผักใบเขียวเข้ม” เช่น ผักคะน้า ผักโขม เป็นแหล่งของวิตามินอี และโฟเลต ช่วยชะลอปัญหาความจำเสื่อม อัตราการเปลี่ยนแปลงของความจำช้าลง

“ไวน์แดง” การศึกษาในต่างประเทศพบว่า สารประกอบในไวน์แดงจะช่วยให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงสมองดีขึ้น ดังนั้น ผู้ที่ดื่มไวน์แดงในระดับปานกลาง อาจมีความเสี่ยงที่ลดลงสำหรับอาการสมองเสื่อม

“ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่” เช่น สตรอเบอร์รี่, เบอร์รี่, บลูเบอร์รี่ มีวิตามินซี และไฟโตนิวเทรียนต์ ที่ทำให้อนุมูลอิสระหมดฤทธิ์ ช่วยคืนความอ่อนเยาว์ให้ระบบประสาท โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่วัยกลางคน

“เมล็ดธัญพืช” อุดมไปด้วยไฟเบอร์ วิตามินบี 1 ช่วยสร้างเซลล์ประสาทให้แข็งแรง ช่วยลดความบกพร่องในกระบวนการคิด

อย่างไรก็ตาม นอกจากอาหารบำรุงสมองดังกล่าวข้างต้นที่ควรมีติดครัวไว้รับประทานประจำแล้ว ยังต้องมีวินัยในการบริโภค โดยทานให้ครบมื้อ ครบหมู่ และเลี่ยงอาหารไร้ประโยชน์ควบคู่ไปด้วย จึงจะเกิดประสิทธิภาพที่สุด.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@.gmail.com
xxxxxxxxxxxxxxxxxxxx
“อาหารสมอง”เพิ่มความจำ“วัยทำงาน”
Credit : http://www.dailynews.co.th/

สปามะละกอปราบสิวเพิ่มสวยวันทำงาน

    ประโยชน์ของสูตรนี้อยู่ที่มะละกอสุกเนื้อหวาน ซึ่งเป็นแหล่งวิตามินเอและซี เมื่อนำมาขัดใบหน้าเบาๆ สัปดาห์ละครั้ง จะช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วไม่ให้อุดตันรูขุมขน ซึ่งเป็นสาเหตุของสิวเสี้ยน สิวหัวดำ สิวหัวช้าง ฯลฯ ขณะเดียวกันก็ช่วยบำรุงผิวหน้าให้นุ่มชุ่มชื้นขึ้น

เพื่อเสริมสุขภาพใบหน้าแบบเพลินอารมณ์ แนะนำให้ทำสปาไปพร้อมๆ กันค่ะ

วิธีทำ
1. ผ่ามะละกอสุกผลเล็ก 1 ผล ออกเป็นสี่ชิ้นตามยาว ปาดเนื้อมะละกอออก เหลือเนื้อติดเปลือกไว้พอประมาณ เตรียมไว้

2. เทน้ำอุ่นใส่อ่างน้ำขนาดกลาง ใส่ใบสะระแหน่สดหรือแห้ง 1 หยิบมือ ตามด้วยน้ำมันหอมระเหยกลิ่นมินต์ 2-3 หยด ผสมให้เข้ากัน

3. อังหน้าให้ไอน้ำระเหยถึง ใช้ผ้าคลุมศีรษะและอ่างเพื่อเก็บไอน้ำ โดยเปิดผ้าระบายอากาศไว้เล็กน้อย

4. ขัดใบหน้าเบาๆ ด้วยเปลือกมะละกอสุก (ใช้ส่วนด้านในที่ติดเนื้อ) ให้ทั่วใบหน้า จากนั้นล้างหน้าให้สะอาด ซับหน้าให้แห้ง

เสกใบหน้าสวยไร้สิวแบบง่ายๆ คุณค่ามะละกอไทยที่คุณคู่ควรค่ะ
xxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxx
สปามะละกอปราบสิวเพิ่มสวยวันทำงาน
Credit : http://www.cheewajit.com

●● โปรตีนน้อย...ลูกเสี่ยงเป็นเบาหวานนะ ●●

โดย: ก้านแก้ว

เรียบเรียงจากการสัมภาษณ์ พญ.ธิศรา วีรสมัย สูติแพทย์ โรงพยาบาลพญาไท1

    นักวิจัยจาก British Heart Foundation ประเทศอังกฤษ ศึกษาพบว่าแม่ท้องที่กินโปรตีนน้อย อาจส่งผลต่อการเกิดโรคเบาหวานของลูกเมื่อโตขึ้นได้นะคะ

 ● แม่โปรตีนต่ำ = ลูกเป็นเบาหวาน
โดยปกติโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรม แต่นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Cambridge ก็พยายามศึกษาหาปัจจัยอื่นด้วย ซึ่งพบว่าการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 มีความสัมพันธ์ต่อยีน HNF4a

ที่ควบคุมการทำงานของสารอินซูลินที่หลั่งโดยตับอ่อน ซึ่งมีมีหน้าที่ควบคุมไม่ให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินไป จึงอาจเป็นไปได้ว่าคนที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เกิดจากความผิดปกติของยีน HNF4a นี้ค่ะ

และยังพบว่าโปรตีนจะช่วยส่งเสริมให้ยีนนี้ควบคุมอินซูลินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งถ้าโปรตีนทำงานได้ไม่ดี ก็จะทำให้ตับอ่อนทำงานไม่ดีตามไปด้วย ส่งผลให้เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้นั่นเอง

โดยนักวิจัยได้ทดลองเปรียบเทียบระหว่างแม่หนูที่กินโปรตีน กับแม่หนูที่ไม่ได้กินโปรตีน พบว่าลูกหนูที่เกิดจากแม่ที่ไม่ได้ทานโปรตีนจะเป็นโรคเบาหวานได้มากกว่า และจะแสดงอาการของโรคเบาหวานเมื่อเติบโตขึ้น

ดังนั้นก็อาจเป็นได้ว่าคุณแม่ที่กินอาหารโปรตีนต่ำ จะทำให้ลูกได้รับโปรตีนน้อยไปด้วย ส่งผลต่อการทำงานของยีน HNF4a และจะทำให้เด็กๆ เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ได้

บทสรุปของงานวิจัยชิ้นนี้ ยังให้ผลลัพธ์ที่ไม่แน่นอน แต่ก็มีประโยชน์ในเชิงการสันนิษฐานที่ว่า การกินโปรตีนของคุณแม่ส่งผลต่อสุขภาพของลูกน้อยในท้องได้ค่ะ ดังนั้น การกินอาหารของคุณแม่ช่วงตั้งครรภ์จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะคุณแม่สามารถเลือกและกำหนดได้เองว่าจะกินอะไร และมีประโยชน์มากน้อยแค่ไหน เพื่อเจ้าตัวเล็กของคุณแม่ค่ะ

 ●● อาหารห้ามพลาด...ช่วงตั้งครรภ์

การกินอาหารที่มีประโยชน์ถือเป็นการดูแลตัวเองวิธีหนึ่งยามตั้งครรภ์ เพราะไม่ใช่แค่สุขภาพของคุณแม่จะดีเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อสุขภาพของลูกน้อยในท้องด้วย คุณแม่จึงควรกินอาหารที่หลากหลายและมีประโยชน์ เช่น
• กินให้ครบ 5 หมู่ โดยเป็นอาหารหลัก 3 มื้อ และอาหารว่างวันละ 2-3 ครั้ง และควรมีปลาอยู่ในทุกมื้อ เนื่องจากเป็นแหล่งโปรตีนและแคลเซียมที่ดี ทำให้ขับถ่ายสะดวก
• เพิ่มโปรตีนเป็น 2 เท่า เนื่องจากเป็นแหล่งอาหารที่ใช้ในการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ๆ ของทารก โดยจะพบโปรตีนจาก นม ไข่ ถั่ว และเนื้อสัตว์
• กินผักผลไม้และซีเรียลธัญพืช เพื่อเพิ่มกากใยอาหาร ช่วยป้องกันปัญหาท้องผูก
• หลีกเลี่ยงอาหารหมักดอง คุณแม่ตั้งครรภ์จะมีกระเพาะอาหารที่บีบตัวช้ากว่าคนทั่วๆ ไป ทำให้อาหารที่ทานเข้าไปจะค้างอยูที่กระเพาะเป็นเวลานานมาก จึงเกิดอาการท้องอืด ท้องผูกได้ง่ายค่ะ
• ดื่มน้ำเปล่าวันละ 8 แก้ว เป็นอย่างน้อย ดื่มนมวันละ 2-3 แก้ว และดื่มน้ำผลไม้
●  สารอาหารใดบ้างที่คุณแม่ห้ามพลาด เพราะมีความสำคัญต่อลูกน้อยในท้อง อ่านต่อได้ ในนิตยสารรักลูกเดือน กรกฎาคม 2554 ค่ะ

●● ขั้นตอนการสระผมอย่างถูกวิธี ●●

เคยสงสัยไหมว่า วิธีการสระหรือบำรุงรักษาเส้นผมของตนเองที่ทำอยู่ในปัจจุบัน เป็นวิธีที่ถูกต้องหรือไม่ วันนี้มีเคล็ดลับดูแลให้เส้นผมสะอาดและสวยเงางามอย่างถูกวิธีมาฝาก

เส้นผมต้องสัมผัสกับมลภาวะต่าง ๆ นานา ในทุกที่ที่เจ้าของไป เมื่อถึงเวลาจึงต้องทำความสะอาด ซึ่งก็คือการสระผม โดยวิธีที่ถูกต้องที่อยากแนะนำ เพื่อสุขภาพผมที่ดี มีขั้นตอนดังต่อไปนี้

ขั้นแรกแนะนำให้หวีผมก่อน เพราะจะทำให้เส้นผมไม่พันกันระหว่างสระ ช่วยลดการขาดของเส้นผมได้ แล้วค่อยชำระล้างสิ่งสกปรกจากฝุ่น ควัน ผง ที่เส้นผมได้ไปสัมผัสมาตลอดทั้งวัน โดยการล้างด้วยน้ำสะอาดให้ทั่วเส้นผมและหนังศีรษะ แล้วจึงค่อยใช้แชมพู ปริมาณในการใช้ไม่ต้องมาก เพราะจะทำให้ล้างออกยาก และอาจตกค้างที่หนังศีรษะจนแพ้หรือเป็นรังแคได้ ให้เทลงบนฝ่ามือ อย่าเทโดยตรงลงบนผม เพราะเนื้อแชมพูที่เข้มข้นอาจเกาะอยู่ตามหนังศีรษะและเส้นผม ทำให้ล้างออกยาก

และเสี่ยงต่อการตกค้างได้ ให้กะปริมาณดังนี้ ผมสั้นปริมาณในการใช้ประมาณเหรียญบาท
ผมประบ่าเหรียญห้าบาท แต่ถ้าผมยาวมากให้แบ่งเป็น 2 ตอน คือโคนผมและปลายผม ปริมาณของแต่ละส่วนเท่ากับเหรียญสิบ แล้วขยี้แชมพูลงบนฝ่ามือสักครู่จนเกิดฟอง

ให้นำฟองแชมพูไปขยี้เบา ๆ ให้ทั่วเส้นผมและหนังศีรษะ ให้ใช้ปลายนิ้วทั้งห้ากดนวดเบา ๆ ให้ทั่ว อย่าเกา เพราะอาจทำให้หนังศีรษะเป็นแผล และเป็นการกระตุ้นรังแคด้วย ใช้เวลาในการสระตามที่ฉลากข้างขวดกำหนด หรือถ้าไม่ระบุ ให้ใช้ประมาณ 5 นาที การทิ้งไว้นานเกิน 5 นาทีโดยไม่ได้ล้างออก อาจเป็นผลเสียได้ เนื่องจากผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้ผลิตมาสำหรับการหมักผม ถ้าทิ้งไว้นานเกินไป จะทำให้แพ้ ผมร่วง และเป็นรังแคได้ เสร็จแล้วล้างแชมพูออกให้สะอาด ไม่มีฟองตกค้าง ถ้ามีเวลาควรสระผม 2 ครั้ง ครั้งแรกเป็นการทำความสะอาดสิ่งสกปรก ส่วนครั้งที่สองเป็นการบำรุงเส้นผม เสร็จแล้วใช้ครีมนวดผม โดยปริมาณในการใช้ก็เท่ากับการใช้แชมพู นำไปชโลมให้ทั่วเส้นผม แล้วใช้มือลูบผมจากโคนถึงปลาย เพื่อให้ครีมนวดซึมทั่วผมทั้งเส้น ให้เน้นที่ปลายเป็นพิเศษ นวดหนังศีรษะด้วยปลายนิ้วเบา ๆ และทิ้งไว้สักครู่ตามที่ฉลากกำหนด หรือประมาณ 1-2 นาที แล้วล้างออกให้สะอาดหมดจดเช่นเดียวกัน

เมื่อทำความสะอาดเส้นผมเรียบร้อยแล้วให้ใช้ผ้าขนหนูค่อย ๆ ซับน้ำ แล้วเช็ดเบา ๆ ลูบจากด้านบนลงด้านล่าง ในทิศทางเดียวกับเส้นผม อย่าขยี้ เพราะการขยี้เป็นสาเหตุหนึ่งของผมร่วงและพันกัน รวมถึงทำให้ผมยุ่งไม่เป็นทรงเมื่อแห้งแล้วด้วย จากนั้นถ้ามีเวลา ควรปล่อยให้ผมแห้งเองตามธรรมชาติ ไม่ควรใช้ไดร์เป่าผมบ่อย ๆ เพราะอาจเป็นสาเหตุของผมแห้งเสียได้ และไม่ควรนอนในขณะที่ผมยังเปียกอยู่ เพราะอาจเป็นเชื้อราบนหนังศีรษะ และจัดทรงยากอีกด้วย อีกข้อที่ไม่ควรทำเวลาผมเปียกคือการหวีผม เพราะจะทำให้เส้นผมขาดและหลุดร่วงได้ง่าย.

●● http://www.dailynews.co.th/